More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  somtongPhotosProfileFriendsBlog Tools Explore the Spaces community

Blog

May 14

จนกว่า

 

 

 

สมชายยืนมองท้องฟ้า

 

5 นาทีผ่านไป  สมชายคิดได้ว่า ยืนมองท้องฟ้าแบบนี้ไม่มีประโยชน์

ว่าแล้วสมชายก็หยิบตะกร้อขึ้นมาเตะเล่นคนเดียวหลังบ้าน สนุกกว่ายืนดูท้องฟ้าเป็นไหนๆ

 

ฟ้าเริ่มมืดลงในเวลาเย็นย่ำ

 

สมชายคิดว่าการอยู่อย่างโดดเดี่ยว อยู่อย่างคนเหงาในเมืองกรุง  การที่เตะตะกร้อคนเดียวคลายเหงาได้ก็จริง 

แต่ดูไม่เท่เอาเสียเลย ถ้าใครๆถามสมชายว่า เวลาเหงาแล้วทำอะไรถึงจะดูเท่

 

ก. เตะตะกร้อ

ข. ยืนมองท้องฟ้าให้สายลมปะทะดั้งจมูก

 

สมชายคิดว่าข้อ ข.ไข่ ยังไงก็เท่กว่า  เมื่อคิดได้ เขาก็รีบอาบน้ำ แต่งตัว โหนรถเมล์ไปสะพานพุทธทันที  เขาอยากนั่งเหงาๆ บนสะพานเหล็กสีเขียว มองดูคุ้งน้ำเจ้าพระยา ที่สะท้อนแสงไฟของพระปรางค์วัดอรุณไกลๆ หูยยย แค่คิดก็ตื่นเต้นที่ได้เหงาแบบเท่ๆแล้ว

 

แต่บริเวณสะพานพุทธดันมีคนพลุกพล่านด้วยมีตลาดนัด สมชายลืมนึกถึงข้อนี้ไป พยายามเดินหามุมเหงาอยู่บริเวณนั้นหนึ่งรอบ สุดท้ายสมชายก็ได้เสื้อยืดมาสองตัว จะขึ้นไปบนสะพานผู้คนก็พลุกพล่านจะหามุมเหงานั้นก็อยากเต็มที

 

คิดได้ว่าไหนๆก็ออกจากบ้านมาแล้ว ตั้งใจมาเหงาต้องได้เหงา 

สมชายขึ้นรถเมล์สาย 9 จากปากคลอง ลงป้ายหน้าธนาคารแห่งประเทศไทย เดินขึ้นไปสะพานพระรามแปด

สะพานนี้สวยดี  บนนี้เห็นแสงไฟจากบ้านเรือนไกลๆ ได้ยินเสียงเรือลากทราย ดูวังเวง

ยืนเหงาได้สักพัก  สมชายรู้สึกว่าขาดอะไรไป

ถ้าจะให้ดีน่าจะมีดนตรีประกอบการเหงา คิดได้ดังนั้น สมชายจึงเริ่มต้นฮัมเพลงออกมา

ตอนนั้นเองปัญหาจึงเกิดขึ้น

 

ท่านเคยเป็นหรือไม่ ที่อยากร้องเพลงที่เข้ากับความรู้สึกในขณะนั้น แต่ดันคิดไม่ออกว่าจะร้องเพลงอะไรที่มันจะเข้ากับชีวิตในตอนนั้นดี  ทั้งที่เพลงมีเป็นหมื่นเป็นแสนบนโลก และเพลงเหล่านั้นล้วนสะท้อนทุกหลืบอารมณ์ที่คนจะมีได้มาจนหมดแล้ว

 

ขณะที่เพลงมีเป็นล้าน  แต่กลับไม่มีสักเพลงที่สมชายจะคิดออกว่าตัวเขาในขณะนี้ มันเหมาะกับเพลงอะไร

 

สมชายเริ่มร้องไห้ ที่ไม่มีสักเพลงที่เข้ากับชีวิตเลย

 

สะอื้นอยู่นาน  จนคิดได้ว่า ไม่ใช่ไม่มีสักเพลงที่เหมาะกับเขาหรอก  แต่เกิดจากสมชายจำเพลงอะไรไม่ได้เลยต่างหาก  พูดง่ายๆคือนึกเพลงที่อยากร้องไม่ออกนั่นเอง

 

สมชายลงจากสะพาน เดินเข้าเซเว่น ดูมุมซีดีเพลง พลิกดูอัลบั้มนู่นนี่สักพัก พยายามหาชื่อเพลงที่ถูกใจ แต่ไม่มีชื่อเพลงที่คิดว่าจะเพราะสักชื่อ จะขอลองแกะมาฟังก็ทำไม่ได้ แกะแล้วก็ต้องซื้อ  ซื้อแล้วจะฟังเดี๋ยวนั้นก็ไม่ได้ เซเว่นไม่มีเครื่องให้ลอง ต้องกลับไปฟังที่บ้าน ถ้าฟังที่บ้านแล้วไม่ถูกใจ ก็ต้องหาซื้อใหม่   ถ้าบังเอิญถูกใจ ก็ต้องพยายามร้องให้ติดปาก แล้วต้องนั่งรถเมล์มาร้องแบบเหงาๆบนสะพานพระรามแปดอีก  คิดได้ก็เห็นว่าโคตรยุ่งยากลำบากมากมาย

สมชายตัดสินใจไม่ซื้อดีกว่า

 

เดินออกมาหน่อย เจอแผงขายของเยอะแยะอะไรไม่รู้จิปาถะ อย่างเครื่องคิดเลข นาฬิกาปลุก ไฟฉาย ร่มกันฝน สมชายด้อมๆมองๆ สักพักก็ตัดสินใจซื้อวิทยุเล็กๆหนึ่งเครื่อง เป็นวิทยุเอฟเอ็มแบบพกพา ใช้ถ่านขนาด AA 2 ก้อน เวลาเปิดจะมีไฟกระพริบ สีเขียว สีแดง เป็นจังหวะ   สมชายชอบใจ ถ้าเอาไปเปิดบนสะพาน แล้วฟังเพลงจากวิทยุเครื่องนี้ แล้วมีแสงกระพริบเขียวๆแดงๆ แบบนี้ อาจจะล่อปลามาละแวกที่เขายืนได้

สมชายคิดจะหาซื้อเบ็ดตกปลา  แต่คิดได้ว่า ถ้าจะเหงาแบบเท่ๆ  ไม่ควรเหงาไปตกปลาไป ควรเลือกสักอย่าง

 

สมชายจึงเดินไปบนสะพานพร้อมฟังเพลงจากวิทยุที่เพิ่งซื้อมาหมาดๆ

 

ข้อเสียจากการฟังเพลงผ่านวิทยุ คือ เราไม่สามารถเลือกฟังเพลงที่อยากฟังได้

หรือเมื่อได้ฟังเพลงที่ชอบ ก็ไม่อาจย้อนไปฟังเพลงนั้นซ้ำได้

 

สมชายจึงเลือกที่จะอินมันทุกเพลงที่ได้ฟัง พยายามคิดว่าตัวเองเป็นบุคคลที่อยู่ในเพลงนั้น อืมม.. เพลงเศร้าๆมันก็ดีอยู่หรอก พอจะอินไหว

 

แต่พอมีเพลงสนุกสนานขึ้นมา สมชายก็เผลออินกับเพลงเหล่านั้นไปด้วย  ลุกขึ้นมาเต้นเป็นที่สนุกสนาน

มีอยู่ช่วงนึง ดีเจ เปิดเพลงเศร้าสลับกับเพลงแด๊นซ์  สมชายต้องเปลี่ยนอารมณ์เร็วมาก

เพลงเศร้าก็นั่งหงอยๆ ดูละลอกน้ำที่ไหลไปช้าๆ  พอเพลงมันส์ก็ลุกขึ้นเต้นจนเหงื่อ ออกหัว

 

ผ่านไปเกือบชั่วโมง 

สมชายนอนหายใจพะงาบๆ บนสะพานด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการเต้น และล้าจากความรวดเร็วของอารมณ์ ที่เดี๋ยวสนุก เดี๋ยวเศร้า  โอ๊ย เหนื่อย ไม่ไหวแล้ว

 

สมชายคิดว่าควรกลับบ้านไปนอนซะที

 

วันต่อมา  สมชายยังคงยืนมองท้องฟ้า

ท้องฟ้าวันนี้ไม่เหมือนกับวันก่อน  อันที่จริงฟ้ามันก็ไม่เหมือนกันสักวัน  แต่สมชายก็ยังคงดูท้องฟ้าไปอย่างนั้น

 

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง สมชายคิดว่ามองท้องฟ้าแบบนี้ไม่มีประโยชน์อะไร  ว่าแล้วก็คว้าตะกร้อขึ้นมาเดาะเล่นคนเดียวหลังบ้าน

 

เล่นจะกว่าฟ้าจะมืด

จนกว่าจะเหนื่อย

จนกว่าจะนอน

จนกว่า..

 

 

November 12

ครั้งหนึ่ง

 

 

 ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยมีเธอ หรืออาจบอกว่า ครั้งหนึ่งเธอเคยมีข้าพเจ้า

 

เราใช้เวลาผ่านไปกับการดูหนัง กินข้าว และพูดคุยเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตทางโทรศัพท์

 

จนกระทั่งวันหนึ่ง ไม่มีหนังที่เราอยากดู ไม่มีร้านที่เราอยากนั่งกินข้าว

และเรื่องราวในอดีตของเราต่างถูกขุดคุ้ยออกมาพูดทางโทรศัพท์หมดแล้ว

 

ข้าพเจ้าถามเธอว่า เธอเบื่อกับการคุยผ่านโทรศัพท์หรือยัง

ถ้าเธอตอบว่า เราลองมาคุยผ่านหม้อหุงข้าวกันดีไหม

            

.................วันนั้นข้าพเจ้าจะบอกรักเธอ

 

แต่เธอกลับบอกไม่เป็นไร 

พูดกันทางโทรศัพท์ไม่เห็นจะต้องมีเรื่องคุยก็ทำได้

 

ข้าพเจ้าเงียบ

 

 

เธอเงียบ

 

 และความเงียบต่างจูงมือเราทั้งสองเดินห่างจากกัน และห่างไกลกันไปทุกที

 

 

 

 

 

 

เมื่อปี 2530 ข้าพเจ้าในร่างเด็ก ถูกพี่ข้างบ้านชวนไปดูดาวหางฮัลเล่ย์  บนดาดฟ้าบ้านเขา

เรารอกันอยู่จนดึกและข้าพเจ้าเริ่มง่วงนอน ในขณะที่พี่คนนั้นยังดูตื่นเต้นกับการเฝ้ารอดาวหางที่ไม่รู้จะโผล่ให้เราเห็นเมื่อไหร่

 

วันนี้ต้องได้เห็นแน่ ในข่าวเขาว่าอย่างนั้น        พี่ข้างบ้านบอกข้าพเจ้า

ดึกแล้ว ใครๆเขาก็นอนกันหมด  ไปนอนเหอะ    ข้าพเจ้าเซ้าซี้

 “ ดาวหางนี้ แปดสิบปีจะเห็นสักครั้ง ถ้าพลาดครั้งนี้คงไม่มีโอกาสได้เห็นอีก ไม่รู้สึกเสียดายเหรอ  

เสียดายทำไม ก็รออีกแปดสิบปีก็ได้ ตอนนี้เรายังเด็กอยู่จะกลัวอะไร ..ง่วงแล้ว นอนเหอะ

 

 

 

 

ข้าพเจ้าจำได้ว่า ยังไม่ได้เล่าเรื่องการรอดูดาวหางสมัยเป็นเด็กให้เธอฟัง

 

ข้าพเจ้าสงสัยว่าเธอยังอยากฟังเรื่องที่ข้าพเจ้าอยากเล่าอีกไหม

    

เธอจะอยากรู้ไหมว่าวันนั้นข้าพเจ้าเห็นดาวหางหรือเปล่า

 

           

 

บางทีการหมดความอดทนกับอะไรง่ายๆ และการไม่เห็นคุณค่าของสิ่งใดแม้แต่สิ่งเล็กๆน้อยๆ

ก็ทำให้เราพลาดความรู้สึกถึงช่วงดีๆ ที่บางทีมันอาจจะเกิดขึ้นกับตัวเราแค่ครั้งเดียว

 

 

ดาวหางยังโคจรกลับมาให้มนุษย์โลกได้เห็นในสักวัน

แต่ช่วงเวลาของข้าพเจ้ากับเธอไม่อาจพบเห็นได้อีกแล้ว

 

          

 

 

พี่ข้างบ้านใน พ.ศ.2530

ดาวหางนี้ แปดสิบปีจะเห็นสักครั้ง ถ้าพลาดครั้งนี้คงไม่มีโอกาสได้เห็นอีก ไม่รู้สึกเสียดายเหรอ

 

 

ข้าพเจ้าใน พ.ศ.2550

เสียดายซิ  ไม่รู้ว่าเราจะมีอายุยืนพอที่จะได้เห็นอีกหรือเปล่า ...ว่ามั้ย

 

 

 

 

September 05

Somtong, Therefore I am

 

 

แม่เพิ่งฆ่าคนตาย

หลังจากที่เหนี่ยวไกปืนใส่กบาลชายคนนั้น คำว่าฆาตกรก็แปะอยู่บนหน้าผากแม่

ทันทีที่ชายคนนั้นสิ้นลม ชีวิตแม่ก็เพิ่งเริ่มต้น

 

ที่บ้าน

ไม่มีใครร้องเพลงหลังจากวันนั้น

ไม่มีใครสนใจปลาทองที่ว่ายวนอยู่ในตู้

ไม่มีใครหัวเราะหน้ารายการทีวีสุดขำ

และดูเหมือนไม่มีใครหัวเราะกับอะไรทั้งสิ้น

 

เวลานั้นคืบคลานผ่านเราไปอย่างช้าๆ

 

เช้าวันหนึ่งข้าพเจ้าลืมตา และคิดได้ว่า อันตัวข้าพเจ้าเองเป็นพระเอกลิเก ชื่อเจ้าชาย มิตรสมร หาใช่ลูกชายของแม่คนนี้ไม่ ว่าแล้วข้าพเจ้าก็คว้าม้ากระดาษมาควบ ควงดาบไม้ และร้องเพลงลิเกวิ่งเตลิดออกจากบ้านไป.....

 

วิ่งออกมาได้ไม่ไกลเท่าไหร่ ข้าพเจ้าก็เห็นพ่อร้องรำตัด อยู่หน้าปากซอยคนเดียว

 

และข้าพเจ้ารู้สึกเจ็บใจ

 

ในโลกนี้มีคนจำนวนนึงที่ใช้ชีวิตเพื่อหนีปัญหา

ในโลกใบเดียวกันมีข้าพเจ้าคนนึงที่พยายามฟั่นเฟือน เพื่อไม่รับรู้เรื่องราวที่ปวดใจ

 

แม่ไม่ได้ยิงใคร

พ่อร้องรำตัดไม่เป็น

และข้าพเจ้าไม่มีม้ากระดาษไว้ควบ

 

 

แม่เป็นแม่บ้าน

พ่อรับราชการ

ข้าพเจ้าเป็นพนักงานบริษัท

 

ทุกๆเช้าเราลืมตาขึ้นมาพร้อมสิ่งที่เราเป็น

หรือเราเป็นสิ่งเหล่านั้นเพราะหนีจากปัญหาอะไรสักอย่างที่เราอยากจะเป็นอย่างแท้จริง แล้วมาเป็นสิ่งที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน

 

แม่อาจอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์

พ่ออยากเป็นอินเดียนน่า โจนส์

ข้าพเจ้าอยากเป็นไทฟอยด์

 

มีปัญหาของความอยากเป็นในชีวิตหลายอย่าง ที่เราคิดว่าไม่อาจก้าวผ่านไปสู่สิ่งที่เราอยากเป็นจริงๆได้ ก็เลยมาเป็นในสิ่งที่ง่ายๆ ดูสบายกว่า

 

อดิสรเกิดมาเป็นผู้กำกับ แต่ดันไม่ได้เรียนนิเทศและคิดเอาเองว่าไม่น่าจะเป็นได้ จึงมาขายขนมถ้วยฟูในตลาดพลู

ราเยสเกิดมาเพื่อเป็นนักกีฬาเพาะกาย แต่ดันอายเวลาถอดเสื้อ จึงมาขายสินเชื่อที่ซิตี้แบงค์

 

บางทีเราก็ละเลยความฝันเพราะดันมีอุปสรรคขวางหน้า ไม่นานความฝันก็เจือจาง นานเข้าตัวตนของเราก็ถูกกลืนด้วยสิ่งที่เราเป็นอยู่โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ หากจะยกเลิกสิ่งที่เป็นอยู่ทิ้งไป ก็กลัวจะทำสิ่งนั้นได้ไม่ดีเท่าสิ่งที่นี้แน่

 

โลกใบนี้จึงขาดผู้กำกับชื่ออดิสร เพราะดันแต่นวดแป้งขนมจนชิน

ประเทศนี้ก็ขาดนักกีฬาอย่างราเยส เพราะขายสินเชื่อเพลิน ไม่มีเวลาฝึกซ้อม

 

ข้าพเจ้ารู้สึกอิจฉาคนที่อยากเป็นและได้เป็น แม้วันเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ความอยากในสิ่งที่ตัวเองเป็นก็ยังคงอยู่

 

ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกอยากเขียนอะไรสักอย่าง

 

  

July 11

เมา

วันอาทิตย์

 

ข้าพเจ้าเขียนข้อความชิ้นนี้ในเวลาที่ Red Label แทรกซึมเข้าเส้นเลือด

 

ข้าพเจ้าเมามาก

 

สายตาข้าพเจ้ายังคงลุกวาวในบรรยากาศมืดมิดของค่ำคืนที่มีพระจันท์ลอยเท้งเต้งในอากาศ

 

แม้จิตใจจะเว้าวอนให้สมองได้พักในอารมณ์ของการหลับสักงีบ  นัยน์ตาข้าพเจ้าเหลือบมองนาฬิกา ตีหนึ่งสามสิบห้านาทีแล้ว ใยข้าพเจ้าชอบมานั่งเขียนอะไรๆในวินาทีที่ดึกสงัดแบบนี้ด้วย

 

ข้าพเจ้าตอบตัวเองไม่ได้ และดูเหมือนไม่มีใครอยากฟังคำตอบนัก

 

ในภวังค์ที่คล้ายอ่านหนังสือบนรถไฟเหาะ

ความมึนแผ่ซ่านเข้าสู่กบาล ลำไส้ขยับบิดเกลียวมาถึงกระเพาะอาหาร  อยากอาเจียนออกมามากเหลือเกิน

 

มือข้าพเจ้ายังคงทำหน้าที่ขัดแย้งกับความต้องการของร่างกาย สมองเสื่อมลงด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ข้าพเจ้าเริ่มรู้สึกถึงความเฉยชาของตัวเองที่เป็นมาได้สักระยะหนึ่ง

 

 

ความด้านชาอาจเกิดจากความซ้ำซากจำเจในการดำเนินชีวิต และมักจะหาทางออกผิดๆด้วยการกินเหล้าอยู่เสมอ

 

เมื่อกินมากก็ย่อมต้องเมาเป็นเรื่องปกติ แต่การเมากระทั่งหัวหนัก และสติมักจะฟุบตรงชักโครก  ปล่อยให้สิ่งที่เคยเป็นอาหารทยอยไหลจากกระเพาะ ผ่านช่องทางเดินอาหาร แวะสัมผัสกล้ามเนื้อที่โคนลิ้น ก่อนจะปลิ้นมันลงคอห่าน  น้ำลายไหลหนืดยาว และสบถสาบานทุกครั้งว่าจะไม่กินเหล้าให้เมาขนาดนี้

 

สาบานคงไม่เป็นผล เพราะหนังเรื่องนี้ฉายวนในวันอื่นๆถัดไป

 

และข้าพเจ้าเมาอ้วกแตกทุกที

 

ความดีถ้ามีอยู่บ้างของสุรายี่ห้อ บุรุษเยื้องย่างพร้อมไม้เท้าข้างกายก็คือ  เมื่อเมา ข้าพเจ้ามักจะเห็นใครไม่รู้อยู่ในกระจกเงาตรงหน้า มองมาและยิงคำถามว่า นี่ตัวเราหรือนี่ ข้าพเจ้ามักจะถามตัวเองเวลาเมาว่า     ข้าพเจ้าอยู่ในร่างกายที่ห่วยแตกและเมาแหลกแบบนี้ได้อย่างไร

 

ดูเหมือนว่าบุคคลที่เป็นข้าพเจ้าจะไม่มีคำตอบ

 ..ใครจะสน

 

นั่นซิ ในวังวนของการไม่รู้เรื่องราวในการครองสติ มือของข้าพเจ้ายังคงกวัดไกวสร้างตัวอักษรเรียงร้อยสื่อสาร ที่คนอ่านสมควรจะมึนเมาได้ไม่น้อย

 

ข้าพเจ้าเขียนอะไรไปวะ ในขณะที่หลอดไฟมันงีบหลับไปแล้ว

 

ข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าควรลุกขึ้นไปอ้วกอีกทีหนึ่ง

 

 ก็อย่างที่นักเขียนชื่อ เออร์วิน  เวลซ์ บอกข้าพเจ้าผ่านหนังสื่อ Trainspotting

 

ไอ้เรามันก็แค่เศษสวะสุดสัปดาห์

 

 

April 18

เธอ

 

เธอ..

เธอเป็นอย่างไรบ้างในยามนี้ ท้องฟ้าของกรุงเทพยามเย็นช่วงนี้เมฆลอยระเกะระกะ ไม่เหมือนในเดือนก่อนๆ อาจเพราะอากาศที่นี้เริ่มร้อนมากแล้ว ท้องถนนไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่านเหมือนเมื่อก่อน ถนนมีรถวิ่งน้อยลง วันหยุดสงกรานต์ดูบรรยากาศมันแสนเหงาพิกล

 

สิ่งที่น่าสนใจในห้วงใต้ทะเลลึกไม่ใช่ สิ่งมีชีวิตเรืองแสง แต่เป็นความเวิ้งว้างและเงียบงัน นี่อาจเป็นนรกสำหรับคนธรรมดา แต่มันเป็นบ้านสำหรับคนเหงา ถ้าเป็ดเหงาเป็น นี่ก็คงเป็นบ้านของเป็ดเหมือนกัน

ดิ่งลงในห้วงลึกในภวังค์กลางสมองในตอนเที่ยงคืนวันจันทร์ ไม่มีแม้แต่เสียงรถที่จะแล่นผ่าน ฉันรู้สึกเวิ้งว้างตามที่อธิบายในข้างต้น พยายามหาเครื่องดนตรีมาขับกล่อมปลอบประโลมใจ แต่ลืมไปว่าเล่นเป็นเสียที่ ไหน หากที่นี้มีเครื่องดนตรีจริง แล้วให้ฉันได้ ดีดสี ตีเป่า ฉันก็เล่นอะไรไม่เป็นอยู่ดีนั่นแหละ

ว่าแล้วก็ลองคว้าพัดลมมาตั้งสาย ปรับคีย์ให้พอดีกับจังหวะลูกคอ ก่อนจะดีดและฮัมเพลงพื้นบ้านชาวยะขิ่น

ฮัมไปฮัมมารู้ตัวว่ามั่วมาก และฟังไม่ได้ใจความอีกอย่างหนึ่ง

 

 

 

ฉันเริ่มเขียนบันทึกฉบับนี้อีกครั้งในดึกของวันใหม่ และดูเหมือนพระจันทร์เป็นใจ แหว่งไปครึ่งหนึ่ง มองไปก็งามดี

ทำไงได้ โลกเรามีพระจันทร์อยู่ดวงเดียว ถ้าหากฉันอยู่ดาวเสาร์ คงสามารถเลือกได้ว่าพระจันทร์ดวงไหนสวยกว่ากัน

 

…………………………………………………………………………………………

บันทึกขี้ยาฉบับที่ 1

คืนนี้เงียบเหงา แว่วเสียงหัวเราะคิกคักจากกลุ่มบุรุษผู้นิยมพี้กัญชาที่ท้ายซอยมาให้ได้ยินไกลๆ ดูพวกเขาหลงใหลในควันสีเทาที่เจือไปด้วยสารอภิรมย์ลวงประสาทอันน่าสุนทรีย์ เขามีสิทธิ์ที่จะเริงรมย์ในสังคมที่เหงาหงอย หรือไม่ใช่ ?

………………………………………………………………………………………..

 

March 27

บ่น

 

สิ่งที่น่าจะเข้าใจในอารมณ์ของใครสักคนที่อยู่ในร่างกายที่กำลังเขียนข้อความอันนี้ ย่อมไม่ใช่ใคร

ครับ ข้าพเจ้าเอง

 

ความเข้าใจเกิดขึ้นประสาทสัมผัสทั้งหลายได้ส่งข้อมูลเข้าสมองเพื่อถอดรหัสให้หัวใจรู้สึกว่าอะไรเป็นอะไร และอะไรไม่เป็นอะไร

 

ผลลัพธ์ออกมาค่อนข้างเศร้า และข้าพเจ้าไม่บอกว่าเรื่องอะไร เก็บไว้เข้าใจคนเดียว

 

ความงุนงงสับสนของข้อเขียน ยังมีเลศนัยให้ถอดรหัสถึงความรู้สึกในกบาล

 

ข้าพเจ้าลุกออกไปรับอากาศนอกห้อง ซึ่งอุณหภูมิสบายกว่าความว่างเปล่าในกรอบของผนัง

ค่ำแล้ว แสงไฟจากป้ายคัทเอาท์ใหญ่ยักษ์ระบุเป็นโฆษณาเครื่องดื่มสุขภาพยี่ห้อหนึ่ง พรีเซนเตอร์สาวในรูปยิ้มหวานพลางชูขวดเครื่องดื่มอย่างยวนใจ

บางทีข้าพเจ้าควรยิ้มให้หล่อนบ้าง

ยิ้มของหญิงสาวในคัทเอาท์นั้นอาจเป็นยิ้มเดียวที่ข้าพเจ้าพบเจอในชีวิตช่วงนี้

 

วันเวลาผ่านไปอีกครั้ง และทุกครั้งก็ยังคงมีความคล้ายกันในความรู้สึก คนบางคนเรียกมันว่าความซ้ำซาก แต่ในความซ้ำซากที่ดูคล้ายกัน ย่อมมีความต่างกันในรายละเอียด ข้าพเจ้าเอามือเท้าคาง หลับตา และคิดเอาเองว่า ความเข้าใจที่รู้สึกได้ในแรกเริ่มนั้นอาจจะผิด อาจมีรายละเอียดที่มากกว่านั้น

แล้วข้าพเจ้าจะสนใจไปทำไม ในเมื่อภาพรวมมันเด่นชัด และไม่สามารถหาความเข้าใจอื่นๆได้อยู่แล้ว

(รายละเอียดที่แตกต่าง เช่น ภาพ 2 ภาพ ที่เหมือนกัน แต่วาดโดยจิตกรคนละคน ฝีแปรงย่อมแตกต่างในรายละเอียด แต่โดยภาพรวมและความหมายเป็นอย่างเดียวกัน)

ข้าพเจ้ารู้สึกเซ็งกับอะไรไม่รู้ที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเซ็ง

บางคนว่าข้าพเจ้าเขียนพร่ำเพ้ออะไรไม่รู้อยู่ได้ ข้าพเจ้ารู้สึกเห็นใจคนนั้นและเกลียดตัวเองเข้าอณูอะตอมร่างกาย

บางทีข้าพเจ้าควรจะเลิกบ่นเพ้อเสียที

 

February 20

After Graduate

 

Choose life.

Choose a job.

Choose a career.

Choose a family.

Choose a fucking big Television

Choose a washing machines, Cars ..iPod and mobile phones

Choose good health ..low cholesterol and health insurance

Choose fixed-interest mortgage payments.

Choose a starter home

Choose your friends

Choose leisure wear and matching luggage

Choose a three-piece suite on hire

Purchase in a range of fucking fabrics.

Choose D.I.Y. and wondering who the fuck you are on Sunday morning

Choose sitting on that couch watching mind-numbing, spirit-crushing game shows.

Stuffing fucking junk food into your mouth

Choose rotting a way at the end of it all

Pissing your last in a miserable home;

Nothing more than an embarrassment to the selfish,

Fuck-up brats that you have spawned to replace yourself.

Choose future.

Choose life.

But why would I want to do a thing like that?

………………………

I Chose not to Choose life.

…I chose something else.

 

And the reasons?

There are no reasons.

 Who needs reasons when you are Somtong?

 

 

January 30

ข้าพเจ้าและข้าพเจ้า

 

 

ข้าพเจ้าถูกลูกกระสุนวิ่งทะลุเข้าเนื้อหนัง เร็วเกินกว่าจะรู้สึกเจ็บปวด และเร็วเกินกว่าจะคิดทำบุญหวังผลให้ชาติหน้าจะสุขสบาย ช่องว่างระหว่างกล้ามเนื้อที่แยกออกมาเป็นผลลัพธ์ของลูกตะกั่วที่ปลิวแหวกอากาศ รอยแยกของเนื้อนั้นเป็นถนนให้โลหิตออกมาพบโลกภายนอก ...โลกในเวลา ตีสองสิบสามนาที

ไม่นานความรู้สึกเจ็บปวดก็มาส่งข่าวให้ข้าพเจ้าทราบว่า ชีวิตนี้มีอยู่จริง ...

 

 

สองสามนาทีก่อนที่บุหรี่ตัวสุดท้ายในชีวิตจะถูกจุด หางตาข้าพเจ้าทำหน้าที่กวนตีนใส่กลุ่มวัยรุ่นเลือดร้อนเป็นครั้งสุดท้าย

ข้าพเจ้าอดภูมิใจเสียไม่ได้ หางตามันทำหน้าที่ได้อย่างสมเกียรติจริงๆ

 

ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้ากวนตีนชีวิตมากเหลือเกิน ปล่อยให้มันเรื่อยเอื่อยไหล ไปตามจังหวะเข็มนาฬิกากระดิก

 

ข้าพเจ้านึกถึงสวนสัตว์พาต้า เมื่อ พ.ศ. 2536 มันเป็นครั้งสุดท้ายที่เคยไปเยือน ข้าพเจ้าจำห้อง(หรือกรง)ที่มีคิงคองหนึ่งตัว และยางรถบรรทุกอันใหญ่ ร้อยเชือกห้อยลงมากลางห้องหนึ่งอัน คนที่ทำคงคิดให้คิงคองได้เล่นสนุก

ในเวลานั้น คุณคิงคองนั่งขดตัวอยู่มุมห้อง และมองยางรถที่ห้อยนั้นด้วยสายตาอ้อยอิ่ง ข้าพเจ้ามองคุณคิงคองนั้นเนิ่นนาน อาจจะนานพอๆกับที่คิงคองนั่งมองยางรถนั่น

ข้าพเจ้าคิดว่า มันคงอยากออกไปจากที่นี้ บางทีมันอาจอยากเกิดเป็นคนอย่างข้าพเจ้า อยากโหนรถเมล์สายสิบสอง อยากเดินงานวัดภูเขาทอง หรืออยากสูบกัญชาสักปื๊ด ..อยาก ฯลฯ

เกิดเป็นลิงโอกาสทำแบบนั้นคงยาก

ข้าพเจ้าละสายตาจากกรง เพื่อเดินไปซื้อไอติมกิน ก่อนจะคิดได้ว่าเกิดเป็นคนช่างดีแท้

ปัจจุบัน ถ้าคุณคิงคองรู้ว่าข้าพเจ้าใช้เวลาในชีวิตที่เหลือทำอะไรมาบ้าง

มันอาจจะถุยน้ำลาย อาลัยแก่ข้าพเจ้าหนึ่งที แล้วคิดว่า หากใช้ชีวิตอย่างข้าพเจ้า มันก็ไม่ต่างอะไรกับการนั่งอยู่ในกรง มองยางรถที่ห้อยกลางห้องนั้นสักเท่าไหร่

ข้าพเจ้ารู้สึกเสียดายชีวิต

ข้าพเจ้ายังไม่เคยกินไอติมรสน้อยหน่าเลย..

 

 

November 17

บ้าบอ

สามวันก่อนหน้าที่ ความเหงาเข้ามาเคาะประตู ข้าพเจ้าตะโกนออกไปว่าไม่มีใครอยู่เว้ยยย

ปัจจุบัน ความเหงานั่งเป็นเพื่อนข้าพเจ้า มันนอน กินข้าว และดูทีวีข้างๆข้าพเจ้า

บางที ข้าพเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นหมีขั้วโลก

 

อ่านหนังสือ After the Quake  เขาบอกว่า หมีขั้วโลก ใช้ชีวิตลำพังในทุ่งน้ำแข็งอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่

มันอยู่ลำพังเดียวตลอดชีวิต หากมันจะเจอเพศตรงข้ามก็ด้วยความบังเอิญ และจะใช้เวลาชั่วครู่ในการผสมพันธุ์ หลังจากเสร็จสิ้นการสืบทอดเผ่าพันธุ์ หมีตัวผู้จะวิ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิต เพื่อหนีภาระผูกพัน และกลับไปใช้ชีวิตโดดเดี่ยวอีกครั้ง

หมีขั้วโลกเกิดมาทำไม...

 

ข้าพเจ้าต่างจากหมีขั้วโลกตรงที่ ไม่มีโอกาสได้ผสมพันธุ์ โดยบังเอิญ ถึงจะมีข้าพเจ้าคงใช้เวลาในการผสมพันธุ์นั้นนานกว่าหมีขั้วโลกแน่ๆ

ข้าพเจ้าเหมือนกับหมีตรงที่ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวทุกที

ข้าพเจ้าเกิดมาทำไม

 

บุหรี่ตัวที่เท่าไหร่ไม่รู้ถูกเผาเพื่อเอาควันไปคละคลุ้งในปอดของข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าพ่นควันนั้นออกมาเป็นทางยาวก่อนจะอัดควันนั้นเข้าไปใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

พระจันทร์คืนนี้ไม่สวย กลุ่มดาวไถ ยังคงเห็นเด่นชัด

ไม่น่าเชื่อว่า คืนนี้ข้าพเจ้าจะเห็นดาวตก มันวาบวาม ก่อนดับวูบไปก่อนเข็มวินาทีของนาฬิกาข้อมือจะขยับ

ข้าพเจ้าตกใจจนลืมอธิษฐาน

บางครั้งสิ่งที่เข้ามาในชีวิตช่างสุกสดใสโชติช่วง และดับไปก่อนที่เราจะรู้ว่าควรจะทำอะไรกับมัน

ข้าพเจ้าจำภาพดาวตกได้

เหมือนที่จำภาพต่างๆในชีวิตได้ชัดเจน แต่ไม่เคยจะทำอะไรที่ควรทำในตอนนั้นเลย

บางทีสมองสั่งการของข้าพเจ้าอาจจะช้าไป

และข้าพเจ้าเชื่อเช่นนั้น

June 18

มาดูดวง กับหมอสมตงกันเถอะ

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

เนื่องด้วยดาวเกิด เป็นดาวที่ร้อนรุนแรง  ช่วงนี้จึงมีแต่เรื่องร้อนๆเข้ามาในชีวิตคุณเสมอ เช่น อาจมีคนชวนไปกินหมูกระทะ หรือไปอบซาวน่า อยู่บ่อยๆ <